งานพิสูจน์หลักฐาน หรือ นิติวิทยาศาสตร์ คืออะไร ??

งานพิสูจน์หลักฐาน

งานพิสูจน์หลักฐาน หรือ นิติวิทยาศาสตร์  ( Forensic Science )  คือ การนำความรู้ ทางวิทยาศาสตร์ ทุกสาขามา ประยุกต์ใช้ ในการเก็บ และพิสูจน์หลักฐาน ตรวจร่างกาย และวัตถุพยาน

เช่น ชีววิทยา ฟิสิกส์  เคมี คอมพิวเตอร์  เป็นต้น เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง ในคดีความต่าง ๆ ทั้งนี้ ก็เพื่อผล ในการบังคับใช้กฎหมาย และการลงโทษ ผู้กระทำความผิด นั่นเอง

อาชญากรรม เกิดขึ้น และพบเห็นอยู่เสมอ การค้นหา และจับกุมผู้กระทำผิด มาลงโทษ ตามกระบวนการยุติธรรม นับเป็น ภารกิจที่สำคัญ อย่างยิ่ง ของตำรวจ

โดยภารกิจนี้ ต้องอาศัยความรู้ ความสามารถ ของตำรวจ ในสายงาน ที่ทำงานเกี่ยวกับ งานพิสูจน์หลักฐาน โดยตรง คดีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น การใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ที่ผสมผสาน กับหลักนิติวิทยาศาสตร์ สามารถช่วย ในการจับกุมคนร้าย ได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะต้องมีการรวบรวมพยานหลักฐาน มายืนยัน ให้สามารถพิสูจน์ความผิด ได้อย่างชัดเจน

 

นิติวิทยาศาสตร์  ( Forensic Science )  ที่พบโดยทั่วไป มีดังนี้

1. การตรวจสถานที่เกิดเหตุ และการถ่ายรูป ( Crime Scene Investigation and Forensic )

ขั้นตอนแรก งานพิสูจน์หลักฐาน ของงานสืบสวน ทางนิติวิทยาศาสตร์ คือ การตรวจสถานที่เกิดเหตุ นำโดยหัวหน้าทีมสืบสวน และพิสูจน์หลักฐาน ร่วมกับ ตำรวจพื้นที่ เข้าสำรวจพื้นที่เกิดเหตุ เบื้องต้น และกำหนด แนวทางค้นหา วัตถุพยาน เพื่อเก็บรวบรวม ข้อมูลของคดี

เจ้าหน้าที่ ต้องสวมถุงมือ ชุดป้องกัน และหน้ากาก เพื่อป้องกัน การปนเปื้อน ระหว่างผู้ตรวจสอบ และสถานที่เกิดเหตุ จากนั้น เจ้าหน้าที่ จะกำหนด จุดกองบัญชาการ สำหรับเตรียมอุปกรณ์ พร้อมถ่ายรูป สถานที่เกิดเหตุ และพื้นที่โดยรอบ

จากนั้น จะใช้แถบสีเหลือง ( Police line ) กันพื้นที่ เพื่อไม่ให้ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้าใกล้พื้นที่เกิดเหตุ โดยเด็ดขาด เพื่อป้องกัน การสูญหาย หรือถูกทำลาย ของวัตถุพยาน

เจ้าหน้าที่ จะเดินเรียง แถวหน้ากระดาน  4 คน เพื่อค้นหาหลักฐาน อย่างครอบคลุม เมื่อพบหลักฐาน หรือวัตถุพยาน จะทำการ กำหนดตำแหน่ง

โดยวางวงแหวน ล้อมรอบ และวัดระยะหลักฐาน พร้อมจดบันทึก และถ่ายภาพ ก่อนออกจาก จุดเกิดเหตุ วัตถุพยานต่าง ๆ จะถูกเก็บไว้ ในกล่องกระดาษ และรวบรวม ไว้ที่กองบัญชาการ เพื่อให้ผู้ชำนาญการ ตรวจพิสูจน์หลักฐาน ต่อไป

 

งานพิสูจน์หลักฐาน

 

 

2. การตรวจลายนิ้วมือ

การหาลายนิ้วมือแฝง สามารถทำได้ โดยการใช้ ผงฝุ่นเคมี คือ นำเอาสสาร ที่เป็นของแข็งบางอย่าง มาทำเป็น ผงฝุ่น สีต่าง ๆ

ตัวอย่างง่าย ๆ ที่เห็นได้ชัดเจน คือ ไส้แท่งดินสอ ซึ่งเป็นสีดำ และเป็นสี ที่ตัดกับ สีของพื้นผิววัตถุ จนเห็นรอย ได้ชัดเจน บนพื้นผิววัตถุ ที่เรียบ และเป็นมัน เช่น แก้ว กระจก

ในทางกลับกัน ถ้าเป็นพื้นผิววัตถุ ที่มีสีมืด ๆ ก็ควรใช้ แป้งฝุ่นสีขาว ทั้งนี้ การตรวจสอบลายนิ้วมือ แบบนี้ มักใช้ ควบคู่กับ อุปกรณ์สำหรับ ปัดหา คือ แปรงปัด  และเทป สำหรับเก็บลอก รอยแฝง

ปัจจุบัน มีเทคโนโลยี การตรวจพิสูจน์ลายนิ้วมือ แฝงกับ ระบบตรวจสอบลายพิมพ์นิ้วมืออัตโนมัติ ( Automated Fingerprint Identification System ) หรือ AFIS

เป็นการนำเอา เทคโนโลยี ทางด้านคอมพิวเตอร์ มาใช้งาน ร่วมกับ หลักวิชาการ ทางด้านการตรวจสอบ ลายพิมพ์นิ้วมือบุคคล  เพื่อใช้ใน การตรวจสอบ ประวัติข้อมูล ของผู้กระทำความผิด ร่วมกับ การตรวจสอบ ข้อมูล จากระบบฐานข้อมูล ทะเบียนประวัติอาชญากร ของสำนักงาน นิติวิทยาศาสตร์ตำรวจ

 

งานพิสูจน์หลักฐาน

 

3. การตรวจเอกสาร ( Document ) เช่น ตรวจลายเซ็น ลายมือเขียน

การตรวจพิสูจน์ โดยเทียบจาก ลายมือเขียนชื่อ หรือลายเซ็นเดิม ที่เคยเขียนไว้ กับลายเซ็น ที่ส่งตรวจสอบ การตรวจพิสูจน์ จะได้ผลดี ถ้าเป็นระยะเวลา ที่มีความใกล้เคียงกัน

แต่มีข้อเสีย คือ ในกรณีบุคคล ที่ไม่ค่อยได้มีการเขียนลายเซ็นไว้ เช่น เกษตรกร ก็จะทำให้ มีการพิสูจน์ได้ยาก หรืออีกวิธี ถ้าลายมือ ที่ตรวจสอบ เป็นของบุคคล ที่ยังมีชีวิตอยู่ จะมีการพิสูจน์ โดยการคัดลายเซ็นชื่อ ประมาณ 5 หน้ากระดาษ ต่อเจ้าหน้าที่ หรือต่อหน้าศาล

ลักษณะ และขั้นตอน ของการตรวจพิสูจน์ลายเซ็น จะมีวิธีหลักคือ การตรวจดู ทุกลายเส้น เพื่อหาเอกลักษณ์ การเขียน ของแต่ละ ตัวบุคคล เนื่องจาก ธรรมชาติของคนทั่วไป การเขียนมากกว่า 1 ชื่อ จะมีความผิดเพี้ยนไปบ้าง แต่จะมีลักษณะเด่น ที่คล้ายกัน อยู่เสมอ

4. การตรวจอาวุธปืน และกระสุนปืนของกลาง ( Forensic Ballistics )

เป็นการตรวจพิสูจน์ โดยเปรียบเทียบ ลูกกระสุนปืน ปลอกกระสุนปืน รอยขูดลบแก้ไข เครื่องหมายทะเบียนเลขหมายประจำปืน  ตรวจร่องรอยบนวัตถุ วิถีกระสุน และเขม่าปืน

ด้วยกระบวนการตรวจพิสูจน์ เปรียบเทียบ ตำหนิพิเศษ หรือเอกลักษณ์ ของร่องรอย การใช้งานเครื่องมือต่าง ๆ

 

งานพิสูจน์หลักฐาน

private detective bangkok

 

5 การตรวจทางเคมีและฟิสิกส์ ( Forensic Chemistry and Physics )

การวิเคราะห์สารต่าง ๆ ไม่ว่าจะ อยู่ในสถานะของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซก็ตาม โดยตรวจวิเคราะห์ องค์ประกอบ ทางเคมี ของสารต่าง ๆ หรือการวิเคราะห์ วัตถุพยาน ด้วยเทคนิคฟิสิกส์

เพื่อวิเคราะห์ ลักษณะโครงสร้าง โมเลกุล และธาตุองค์ประกอบ ภายในวัตถุ เพื่อการเชื่อมโยง วัตถุพยาน และการตรวจวิเคราะห์ อ้างอิง จากฐานข้อมูลเดิม ที่เคยทำการพิสูจน์

ตัวอย่างการพิสูจน์นี้ เช่น การพิสูจน์สารเคมี ว่าเป็นชนิดใด ตรวจสอบเส้นใย กระจก โลหะ อุปกรณ์ไฟฟ้า ร่องรอยการเฉี่ยวชน และการตรวจพิสูจน์ ด้วยเครื่องจับเท็จ

6. การตรวจทางชีววิทยาและ DNA ( Biological Trace Evidence )

โดยส่วนใหญ่ เป็นการตรวจพิสูจน์ ที่เกี่ยวกับ ลักษณะบุคคล เช่น ตรวจเส้นผม ขน เลือด อสุจิ  และสารพันธุกรรม โดยใช้เทคนิค เครื่องมือ ทางวิทยาศาสตร์ เข้ามาเกี่ยวข้อง

โดยส่วนใหญ่ ล้วนแต่ปฏิบัติการ ในห้องปฏิบัติการ โดยอุปกรณ์ และเครื่องมือวิทยาศาสต์ ที่มีขีดความสามารถ ในการตรวจพิสูจน์สูง

เช่นเครื่อง Scanning Electron Microscope ( SEM ) ที่สามารถตรวจวิเคราะห์พยานวัตถุ ในเชิงกายภาพ ได้ถึงระดับโมเลกุล

หรือเทคนิค Polymerase Chain Reaction ( PCR ) ที่สามารถวิเคราะห์ DNA ได้จากพยานวัตถุ ประเภทที่มาจาก ร่างกายมนุษย์ ( Body Material ) โดยเฉพาะ

 

7. การตรวจทางนิติเวช ( Forensic Medicine )

การนำเอาความรู้ ทางการแพทย์ และวิทยาศาสตร์ มาใช้ประยุกต์ เพื่อผลทางกฎหมาย เช่น งานนิติพยาธิ งานนิติวิทยา งานชีวเคมี งานพิสูจน์บุคคล หรือที่มักได้ว่า ชันสูตรพลิกศพ หรือผ่าศพ เพื่อที่จะได้มาซึ่ง สาเหตุการเสียชีวิต และพฤติกรรมของการเสียชีวิต

โดยสรุป กระบวนการทำงาน ของงานสืบสวน และพิสูจน์หลักฐาน จะเริ่มต้น จากพนักงานสืบสวน เข้าตรวจสอบคดี โดยพนักงานสอบสวน จะทำหน้าที่หาข้อมูล และส่งต่อประเด็น ให้ทางกองพิสูจน์หลักฐาน ตรวจสอบ ต่อเมื่อ ได้ทำการตรวจสอบแล้ว ถ้ามีความคิดเห็นเพิ่มเติม จะมีการประชุมหารือ และหาข้อมูลเพิ่มเติม

พยานหลักฐาน ทางนิติวิทยาศาสตร์ เป็นพยานหลักฐานสำคัญ ที่เกิดขึ้น ด้วยการวิเคราะห์ ผ่านกระบวนการคิด ทางวิทยาศาสตร์ และผ่านความรู้พื้นฐาน ทางด้านนิติวิทยาศาสตร์

ซึ่งในทางกฎหมาย ถือว่าเป็น กระบวนการพิจารณา หรือจะนำเข้าสู่ ความรู้ของศาล เพื่อให้ศาล วินิจฉัยว่า จำเลย มีความผิดหรือไม่ ซึ่งก็นับว่า เป็นหน้าที่ ที่น่าสนใจ และยกย่อง เป็นอย่างยิ่ง อีกภารกิจหนึ่ง